srrtข้อมูลทั่วไปของไวรัสโคโรน่า
ไวรัสโคโรน่าทั่วไปเป็น RNA virus สามารถก่อโรคทางเดินหายใจและทางเดินอาหาร (ส่วนใหญ่อาการน้อย บางครั้งรุนแรงมาก) ยกเว้นเมื่อ ปี ค.ศ. 2002-2003 ซึ่งเป็น SARS Coronavirus
การติดเชื้อไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่ล่าสุด พบรายงานครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2555 ที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย แพร่กระจายไปยังประเทศใกล้เคียง ได้แก่ การ์ตา จอร์แดน ฝรั่งเศส อิตาลี ตูนีเซีย เดิมเรียก Novel Corona virus และปัจจุบันองค์การอนามัยโลกใช้ชื่อ Middle East Respiratory Syndrome Coronavirus (MERS-CoV)
• พบผู้ป่วย ได้ในทุกกลุ่มอายุ (ข้อมูลที่รายงานอายุที่พบระหว่าง 2 -83 ปี) ส่วนใหญ่เป็นผู้ใหญ่ มีผู้ป่วยเด็ก
ไม่ถึง 10 ราย สัดส่วนเพศชาย ต่อ เพศหญิง มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จาก 0.3 เป็น 1:1
• อัตราป่วยตาย ในช่วงแรก พบค่อนข้างสูง ร้อยละ 60-70 ปัจจุบันลดลงเหลือ ร้อยละ 36
ระยะฟักตัว ประมาณ 10-14 วัน

อาการ และอาการแสดงของผู้ป่วยโรค MERS-CoV
พบว่าอาการของผู้ป่วยเริ่มตั้งแต่ ไม่มีอาการ อาการเพียงเล็กน้อย จนถึงอาการรุนแรงสำหรับผู้ป่วยที่ไม่แสดง
อาการ หรือ มีอาการเพียงเล็กน้อย (Asymptomatic or mild case) พบได้ร้อยละ 13.5
ผู้ป่วยมักมาด้วยอาการไข้สูง มากกว่า 38 องศาเซลเซียส อาการไอ และ หอบ หายใจเร็วมากกว่า 28 ครั้ง ต่อนาที Oxygen saturation (SpO2) น้อยกว่าร้อยละ 90 ในรายที่อาการรุนแรง พบว่า ผู้ป่วยจะมีอาการเลวลงอย่างรวดเร็ว ภายใน 1 สัปดาห์ ผู้ป่วยอาจมีลักษณะของกลุ่มอาการระบบทางเดินหายใจล้มเหลวเฉียบพลันอย่างรุนแรง (Severe Acute Respiratory Distress Syndrome: ARDS) ตามความรุนแรงของภาวะขาดออกซิเจน
จากข้อมูลการวิเคราะห์อาการของผู้ป่วยโดย Centers for Diseases Control ประเทศสหรัฐอเมริกา ในผู้ป่วย 47 ราย พบอาการไข้ร้อยละ 98 ร่วมกับ อาการ ไอ หอบ ร้อยละ 72 นอกจากนี้ยังพบผู้ป่วยอาการของระบบทางเดินอาหาร พบร้อยละ 26 ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ถ่ายเหลว
บุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า ต้องระวังและคำนึงถึง ถ้าพบผู้ป่วยที่เดินทางกลับมาจากประเทศแถบตะวันออกกลาง และมีอาการไข้ ร่วมกับอาการติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจเฉียบพลัน (Severe Acute Respiratory Infection: SARI) ควรนึกถีง MERS-CoV นอกจากนี้ผู้ป่วยอาจแสดงอาการอื่น เช่น ถ่ายเหลว โดยเฉพาะในผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ
คำแนะนำสำหรับประชาชน  บุคลากร นักศึกษา ที่จะเดินไป-มาจากต่างประเทศที่พบการระบาด
คําแนะนําสําหรับผู้เดินทางที่จะไป-มาจากต่างประเทศ
- เนื่องจากทางองค์การอนามัยโลก ยังไม่แนะนําให้มีการจํากัดการเดินทางไปยังประเทศใด ดังนั้น ผู้ที่จะเดินทางไป
ต่างประเทศ ให้เน้นการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล และหมั่นล้างมือบ่อยๆ นอกจากนั้น ควรหลีกเลี่ยงการเข้าไปในพื้นที่
แออัด หรือที่ชุมชนสาธารณะที่มีคนอยู่เป็นจํานวนมากๆ เพื่อลดความเสี่ยงในการติดโรค หากจําเป็นต้องเข้าไปในพื้นที่
อาจพิจารณาการใส่หน้ากากอนามัย และเปลี่ยนบ่อยๆ
- ผู้ที่กลับมาจากต่างประเทศ ควรสังเกตอาการผิดปกติ หากมีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ํามูก ควรพักผ่อนอยู่กับบ้าน และ
ปฏิบัติตามมาตรการลดการแพร่เชื้อสู่คนรอบข้าง โดยการใส่หน้ากากอนามัย และล้างมือบ่อยๆ หากอาการไม่ดีขึ้น
ภายใน 2 วัน หรือมีอาการไข้สูง หอบเหนื่อย หายใจลําบาก ควรไปพบแพทย์ พร้อมทั้งแจ้งประวัติการเดินทาง
คําแนะนํา ถ้าจะต้องเดินทางไปร่วมพิธีฮัจจน์
ก่อนเดินทาง
- เนื่องจากทางองค์การอนามัยโลก ยังไม่แนะนําให้มีการจํากัดการเดินทางไปยังประเทศใด ดังนั้น ผู้ที่จะเดินทาง
ไปต่างประเทศ ให้เตรียมร่างกายให้พร้อม หากมีโรคประจําตัว ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ และเน้นการรักษา
สุขอนามัยส่วนบุคคล เช่น การล้างมือ เป็นต้น
- ขอรับบริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคตามที่ประเทศซาอุดิอาระเบียกําหนด อันได้แก่ วัคซีนโรคไข้ กาฬหลังแอ่น
และวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่
ระหว่างอยู่ในต่างประเทศ
- หลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วยระบบทางเดินหายใจ หรือผู้ที่มีอาการไอ หรือจาม
- ควรหลีกเลี่ยงการเข้าไปในพื้นที่แออัดโดยไม่จําเป็น เพื่อลดความเสี่ยงในการติดโรค หากจําเป็นต้องเข้าไปใน
พื้นที่แออัด ผู้มีโรคประจําตัวที่เสี่ยงต่อการป่วยอาจพิจารณาการใส่หน้ากากอนามัย และเปลี่ยนบ่อยๆ
- ควรล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ําและสบู่
- หากมีอาการคล้ายไข้หวัด เช่น มีไข้ ไอ จาม มีน้ํามูก ให้ใส่หน้ากากอนามัย และหลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้อื่น
หากอาการไม่ดีขึ้น หรือมีอาการหอบเหนื่อย หายใจลําบาก ควรไปพบแพทย์
หลังเดินทางกลับมาในประเทศไทย
สังเกตอาการผิดปกติต่ออีก 10 วันหลังจากกลับมาจากต่างประเทศ หากมีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ํามูก ควรพักผ่อน
อยู่กับบ้าน และปฏิบัติตามมาตรการลดการแพร่เชื้อสู่คนรอบข้าง โดยการใส่หน้ากากอนามัย และล้างมือบ่อยๆ หากอาการ
ไม่ดีขึ้นภายใน 2 วัน หรือมีอาการไข้สูง หอบเหนื่อย หายใจลําบาก ควรไปพบแพทย์ พร้อมทั้งแจ้งประวัติการเดินทาง
คําแนะนําประชาชนทั่วไป
- หลีกเลี่ยงการคลุกคลใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการไอ หรือจาม
- ควรล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ําและสบู่ โดยเฉพาะเมื่อสมผัสกับสารคัดหลั่งจากผู้ป่วย ก่อนรับประทานอาหาร และหลัง
ขับถ่าย
- ควรหลีกเลี่ยงการเข้าไปในพื้นที่แออัด หรือที่ชุมชนสาธารณะทมี่ ีคนอยู่เป็นจํานวนมาก หากจําเป็นตองเข้าไปในพื้นที่
แออัด ควรพิจารณาใส่หน้ากากอนามัย เพื่อลดความเสี่ยงในการติดโรค
- แนะนําให้ผู้ป่วยใส่หน้ากากอนามัย ปิดปาก ปิดจมูกเวลา ไอ หรือจาม
- ปฏิบัติตามหลักของอนามัยทดี่ ได้แก่กินรอน ช้อนกลาง  ล้างมือ
ศึกษาข้อมูลรายละเอียดได้จาก 

http://www.boe.moph.go.th/h7n9.php